Episódios

  • 29 ต.ค. 63 - ก้าวสู่นิสัยใหม่ : ในช่วงที่ยังไม่เป็นนิสัยใหม่ แล้วเราพยายามที่จะสร้างให้เป็นนิสัยใหม่ จะมีแรงต้าน ต้องอาศัยความเพียร พยายาม จะมีความยากลำบาก การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน หลายคนรู้ว่าดี แต่ว่าพอจะเดินจงกรม พอจะมานั่งสร้างจังหวะ บางคนอาจจะนิยมตามลมลมหายใจ ไม่อยากทำเท่าไร เพราะว่าความเคยชินเดิมๆ นิสัยเดิมๆเราทำอย่างอื่นมากกว่า เช่น อ่านหนังสือ พูดคุยกับคน หรือว่าจัดบ้าน ทำครัว พอจะต้องมาเปลี่ยนมาเป็นทำสมาธิ เจริญสติ มันจะยาก มันจะมีเหตุผลนานาชนิดว่าอย่าเพิ่งเลย เอาไว้ก่อน

    ฉะนั้น เราต้องพยายาม เรารู้ว่านี่เป็นธรรมดาของทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรม นามธรรม ก็คือว่า มันจะมีแรงต่อต้านเหนี่ยวรั้งไม่ให้เราเปลี่ยนแปลง ทั้งๆที่ความเปลี่ยนแปลงมันเป็นธรรมดา มันเป็นธรรมชาติ แต่ธรรมชาติเองก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงง่ายๆ อย่างฤดูฝน มันควรจะไปได้แล้ว เป็นฤดูหนาวได้แล้ว การที่จะเปลี่ยนจากฤดูฝนมาเป็นฤดูหนาว เป็นความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่สามัญมาก แต่เราก็เห็นแล้วว่าธรรมชาติยังไม่ยอมเปลี่ยนจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาวง่ายๆ มันยังอิดออด หวงแหน แม้ว่า ความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ แต่ธรรมชาติก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ธรรมชาติของจิตใจร่างกายเราก็เหมือนกัน ยิ่งเราพยายามทำสิ่งที่ดี เราเห็นความสำคัญของการปฏิบัติธรรม แต่ถ้าเราไม่ต่อสู้กับตัวเอง ไม่เคี่ยวเข็ญตัวเอง หรือไม่มีวินัยกับตัวเอง มันทำไปได้ไม่กี่วัน มันก็เลิกแล้ว เพราะว่ามันไม่ใช่นิสัย เดิมอย่างที่เคยทำ นิสัยเดิมจะคอยต้าน เราก็ต้องรู้ทัน แล้วพยายามที่จะไม่ยอมแพ้มัน ต้องมีความเพียร แม้กระทั่งมาปฏิบัติแล้ว เช่น มาเจริญสติ เราจะมาเจริญสติเพื่อให้เกิดความรู้ตัวทั่วพร้อม หรือจิตเป็นสมาธิก็แล้วแต่ แต่นิสัยเดิมเป็นนิสัยที่หลงลืม ขาดสติ เรียกว่าฟุ้งซ่าน เราก็จะพบว่านิสัยเดิมมันไม่ยอมเลิกราง่ายๆ ทั้งๆที่พาตัวมาวัด หรือทั้งๆที่พาตัวมาเดินจงกรม นั่งสร้างจังหวะแล้ว นั่งสมาธิ 5 นาทีก็แล้ว 10 นาทีก็แล้ว บางทีครึ่งชั่วโมง ก็ยังฟุ้ง ยังหลง อันนี้ธรรมดา
  • 19 ต.ค. 63 - เดชแห่งบุญ : เดชแห่งบุญ ก็หมายถึงบุญทั้ง 3 นี้แหละ ไม่ใช่แค่บุญที่ชื่อว่าทาน หรือบุญที่ชื่อว่าศีลเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบุญที่ชื่อว่าภาวนาด้วย เพราะว่าทานและศีลอาจจะปกป้องอันตรายหลายสิ่งหลายอย่างให้กับเราได้รวมทั้งอำนวยให้เกิดความสุขสวัสดีอย่างที่ว่านี้ เช่น อายุ วรรณะ สุขะ พละ บางทีก็อาจรวมไปถึงทรัพย์สมบัติด้วย

    แต่ว่ามีอันตรายบางอย่างที่ทานและศีลปกป้องไม่ได้ เช่น โลกธรรม มี 8 อย่าง โลกธรรมฝ่ายบวกอาจจะเกิดขึ้นได้จากทานและศีล เช่น ได้ลาภ ได้ยศ ได้สุข ได้สรรเสริญ แต่ว่าเสื่อมลาภ เสื่อมยศ หรือถูกนินทาและทุกข์ ทานและศีลก็อาจจะปกป้องไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นธรรมดาของโลก เขาถึงเรียกว่าโลกธรรม มันเกิดขึ้นกับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนที่ไม่มีศีล คนทำความดีก็เจอเหมือนกัน ขนาดพระพุทธเจ้าก็ยังเจอโลกธรรมฝ่ายลบ ที่เรียกว่าอนิฏฐารมณ์ แต่ว่าแม้จะเจออนิฏฐารมณ์ เช่น เสื่อมลาภ เสื่อมยศ หรือว่านินทา หรือว่าทุกข์ แต่ถ้ามีบุญอีกตัวหนึ่ง คือบุญที่เกิดจากภาวนา มันก็จะไม่สามารถทำอันตรายให้เกิดกับจิตใจได้ เสียลาภ ก็เสียไป แต่ใจไม่ทุกข์ เสื่อมจากยศก็เสื่อมไป แต่ใจไม่ทุกข์ เจอคนนินทาว่าร้าย เขาก็ว่าไป แต่ใจไม่ทุกข์ หรือว่าเจอทุกข์อันเกิดจากธรรมชาติธรรมดาของสังขาร ใจก็ไม่ทุกข์ คือมีธรรมชาติธรรมดาของสังขารฝ่ายลบที่ยังไงๆ เราก็หนีไม่พ้น ได้แก่ ความแก่ ความเจ็บ ความพลัดพราก และความตาย
  • Estão a faltar episódios?

    Clique aqui para atualizar o feed.

  • 15 ต.ค. 63 - ครองตนให้พ้นทุกข์ : ถีงเวลาเจอความผันผวนปรวนแปร ความเจ็บป่วยความพลัดพราก สติก็ช่วยรักษาใจ เสียอะไรก็เสียไปใจก็ยังเป็นปกติ สามารถครองตนไม่เสียผู้เสียคน สามารถรักษาใจให้เป็นปกติได้ อย่าลืมหน้าที่อันนี้ อย่าปล่อยให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินชวนเราจนลืมจนหลง จนลืมหน้าที่นี้ เพราะมันง่ายมากที่คนเราจะประมาท พอมีสุขภาพดีมีกำลังวังชาก็เพลิดเพลินไปกับการใช้การเสพการหาความสุขจากร่างกายที่สุขภาพดี จนลืมไปว่าเรามีงานที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องทำคือการฝึกตน เพื่อที่จะก้าวข้ามความทุกข์ไปได้

  • 3 ต.ค. 63 - สร้างสามัคคีภายนอกและสามัคคีภายใน : บรรยายงานบุญกฐินสามัคคีวัดป่าสุคะโต

    หลายคนก็รู้ว่าความโกรธไม่ดี แต่ว่าก็ปล่อยให้ความโกรธมาเผาลนจิตใจ หลายคนก็รู้ว่าความพลัดพรากสูญเสียเป็นธรรมดา แต่สูญเสียทีไรก็เศร้าโศกเสียใจทุกที ไม่สามารถหักห้ามจิตใจได้ หลายคนก็รู้ว่ามีกิ๊กไม่ดีแต่ก็ห้ามใจไม่ได้ อันนี้เรียกว่าเป็นเพราะสมองกับหัวใจไม่สามัคคีกัน แต่ถ้าเกิดว่าเราสามารถที่จะสร้างความสามัคคีกัน แต่ถ้าเกิดว่าเราสามารถสร้างความสามัคคักันระหว่างสมองกับหัวใจได้ คืออะไรที่ไม่ดี จิตใจก็คล้อยตาม ไม่ทำสิ่งนั้น อะไรที่สมองบอกว่าดี อะไรที่มีเหตุผลบอกว่า ดี ถูกต้อง จิตใจก็ทำสิ่งนั้น อะไรที่ไม่ดี จิตใจก็หลีกเลี่ยง ถ้าเป็นอย่างนั้นได้เราก็จะประสบความสุขความเจริญก้าวหน้าได้

    อะไรที่จะทำให้สมองกับหัวใจ เหตุผลกับอารมณ์ มันสามัคคีกัน ก็คือ คุณธรรมที่เรียกว่าสติ สมาธิ และก็ปัญญา ถ้าเรามี 3 สิ่งนี้เป็นอย่างน้อย เราก็สามารถที่จะเชื่อมให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างสมองกับหัวใจ ระหว่างเหตุผลกับอารมณ์ ความคิดกับความรู้สึก คิดอย่างไรว่าดี ใจก็คล้อยไปตามสิ่งนั้น อะไรที่รู้ว่าไม่ดีใจก็ไม่ไปเกี่ยวข้องด้วย เดี๋ยวนี้เรารู้ดีทุกอย่างแต่ว่าใจไม่คล้อยตามหรือหักห้ามใจไม่ได้ เพราะจิตใจเราอ่อนแอ เราเน้นแต่เรื่องสมอง เราเน้นแต่เรื่องเหตุผล แต่เราลืมพัฒนาอารมณ์ เราลืมพัฒนาจิต ให้มีความรู้สึกที่ดีงาม และถ้าความรู้สึกของเราหรืออารมณ์ของเราพัฒนา บางครั้งแม้จะมีเหตุผลที่พิกลพิการ เหตุผลที่มันทะแม่งๆ ใจ ก็ไม่คล้อยตาม เช่น เวลาจะทำอะไร บางทีมันมีเหตุผลว่า ทำไปทำไม ทำแล้วเราจะได้อะไร เห็นคนเขาเป็นลมอยู่ เห็นเขาล้มตัวอยู่ เราก็เดินผ่านเฉย ไม่สนใจที่จะช่วย เพราะมันมีเหตุผลว่าถึงเราไม่ทำ คนอื่นก็ทำ หรือมีเหตุผลว่าทำแล้วจะได้อะไร แต่ถ้าใจมีคุณภาพ มีเมตตา มันก็จะไม่คล้อยตามเหตุผลถึงแม้จะทำแล้วไม่ได้อะไร แต่ที่จริงแล้วเราก็ไม่ควรที่จะละเลยคนที่กำลังทุกข์ คนที่กำลังยากอยู่ จิตที่มีเมตตา ก็จะทำให้เราลงมือช่วยเหลือ แม้ว่าเราจะไม่ได้อะไร แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคนที่ทุกข์ยากนั้น ได้รับความเอื้อเฟื้อได้รับการช่วยเหลือบรรเทา ถ้าเราติดกับเหตุผลมากไปบางทีเหตุผลก็พาเราหลงทางได้ แต่ถ้าเกิดว่าใจเรามีเมตตามีสติ เราจะไม่ค่อยตามเหตุผลมากนัก เพราะบางครั้งเหตุผลสวยหรูแต่มันเป็นเหตุผลของกิเลส คนที่คอรัปชั่นทุจริต ก็มีเหตุผลสวยหรูทั้งนั้นแหละ คนติดเหล้าติดยาก็มีเหตุผลสวยหรูทั้งนั้น แต่ถ้าหากว่าใจเป็นใจที่มีสติไม่หลง มีเมตตากรุณา มันก็จะไม่คล้อยตามหรือหลงเชื่อเหตุผลมากนัก ตรงนี้ที่เรียกว่าสามัคคีระหว่างเหตุผลกับอารมณ์ สมองกับหัวใจ คือกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งจะสามารถเป็นแรงผลักดันให้เราทำสิ่งที่ดีงามสิ่งที่ถูกต้องได้ สรุปก็คือว่าสามัคคีธรรมมีประโยชน์เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเราก็ควรจะสร้างให้เกิดขึ้นทั้งในระหว่างเรากับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นระหว่างบุคคล ห รือภายในกลุ่ม ขยายรวมไปถึงผู้คนที่ใกล้และไกลออกไป เรามีน้ำใจ เรามีทาน เรามีปิยวาจา อากาศ จริยาเป็นเครื่องสมานน้ำใจให้เกิดมิตรภาพ และมีความเสมอต้นเสมอปลายหรือว่าความร่วมทุกข์ร่วมสุขที่เรียกว่าสมานัตตตาเป็นตัวเสริมขณะเดียวกันก็อย่าลืมสร้างสามัคคีธรรมในตัวเราด้ว สามัคคีระหว่างกายกับใจ สามัคคีระหว่างสมองกับหัวใจสามัคคีระหว่างเหตุผลกับอารมณ์หรือระหว่างความคิดกับความรู้สึกสิ่งที่จะเป็นตัวบุกเบิกทำให้เกิดสามัคคีได้ ก็คือสติ เพราะถ้ามีสติแล้ว คุณธรรมข้ออื่นก็จะตามมาโดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นเมตตา กรุณา ปัญญา
  • 2 ต.ค. 63 - ออกพรรษา ออกจากทุกข์ : ธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมไม่ว่าจะเป็นสัจธรรม จริยธรรม ความจริงของธรรมชาติทั้งปวง และข้อปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความจริงนั้น มันเป็นไปเพื่อให้เราเท่าทันความทุกข์ และก็สามารถออกจากความทุกข์ได้ ไม่ว่าจะเข้าพรรษาหรือออกพรรษา อันนี้คือหน้าที่ของเรา หน้าที่ต่อชีวิต ถ้าหากว่าเรารักตัวเอง เราย่อมไม่ให้ความทุกข์มาครอบงำจิตใจ แม้ว่าความทุกข์จะเกิดกับกาย แต่ว่าใจไม่ทุกข์ก็ได้ เราหนีความแก่ความเจ็บป่วย ความพลัดพราก ความสูญเสีย รวมทั้งความตายไม่พ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วใจไม่ทุกข์ก็ได้ ใจเป็นอิสระจากมันก็ได้ ถ้าหากว่าเราเริ่มจากการความรู้ตัว หรือรู้สึกตัวนั่นคือมีสติ มีสัมปชัญญะ มันจะช่วยขับความหลงออกจากใจ ไม่ไปเผลอยึดเผลอแบกอารมณ์อกุศล และความรู้สึกตัว หรือสติ จะนำพาให้เราเข้าถึงความรู้อีกอย่างหนึ่งนอกจากความรู้ตัวคือ การรู้ความจริง รู้เข้าใจสัจธรรม จนเห็นว่าแม้สิ่งที่ให้ความสุขกับเรา ให้ความสบายกับเรา ก็ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ แม้สิ่งที่เป็นของเราเรียกว่าเป็นของรักของหวง เมื่อยึดมั่นถือมั่นเมื่อไหร่ก็เป็นทุกข์เมื่อนั้น

    เพราะฉะนั้น ถ้าเรารู้ความจริง โดยมีพื้นฐานจากการมีความรู้ตัว จากการที่จะออกจากทุกข์ มันก็เป็นไปได้ การรู้ความจริง มันต้องเริ่มต้นด้วยจากการรู้ตัว ซึ่งก็เป็นการรู้จักจากตัวเองเป็นการค้นพบจากตัวเองอย่างหนึ่ง การรู้จักตัวเองโดยสรุปก็คือรู้ว่าตัวเองเกิดมาทำไม มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร รวมทั้งความสุขที่แท้มันเกิดขึ้นจากอะไร สุขที่แท้ก็อยู่ที่ใจ แล้วถ้าวางใจไม่ถูก มันก็เป็นทุกข์ ไม่ว่าจะพรั่งพร้อมด้วยวัตถุสิ่งเสพหรือว่าลาภยศสรรเสริญใดๆก็ตาม เพราะฉะนั้น อย่างที่พูดไปแล้วเมื่อจะออกพรรษาแล้ว อย่าให้เราออกจากธรรมะ ให้เราตั้งมั่นในธรรมให้มั่นคงเอาไว้ แล้วก็ให้ถือว่าการออกพรรษามันจะมีความหมาย ถ้าเกิดว่าเราหมั่นฝึกฝนปฏิบัติธรรมจนออกจากความทุกข์ได้
  • 30 ก.ย. 63 - เกษียณความทุกข์ : เตรียมตัวเตรียมใจบ้างหรือเปล่า สำหรับวันที่ต้องจะเกษียณอายุจากโลกนี้ไปจริงๆ แม้ว่าร่างกายเราหรือว่าในส่วนที่เป็นโลกธรรม จะอยู่ในช่วงขาลง สำหรับผู้ที่เกษียณ แต่ว่าจิตใจเรา สามารถที่จะทำให้ขึ้นมาได้ ร่างกายมีแต่จะลงๆ แต่ว่าจิตใจเราสามารถที่จะพัฒนาให้สูงขึ้นได้ คือแม้แต่จะแก่ตัวลง แต่ว่าจิตใจผ่องใสเบิกบาน จิตใจมีคุณภาพมากขึ้น สวนทางกับร่างกาย สวนทางกับชีวิต หรือกับอาชีพราชการ หรืออาชีพทางโลก มันทำได้ ถ้าหากว่าเราใช้เวลา นับจากเกษียณแล้วมาทุ่มเทให้กับการปฏิบัติธรรม การฝึกจิตใจอย่างเต็มที่ ยิ่งกายอยู่ในช่วงขาลง ก็ต้องฝึกใจให้อยู่ในช่วงขาขึ้นให้ได้ เพราะใจนี้แหล่ะจะช่วยรักษากายไม่ให้มันทุกข์มากไปกว่านี้ หรืออย่างน้อยถ้ามีธรรมะก็จะช่วยรักษาใจไม่ให้ทุกข์ไปกับกายได้

    แล้วถึงจุดหนึ่ง มันก็เป็นไปได้ ก่อนที่จะเกษียณอายุจากโลกนี้ จิตใจเราก็เกษียณจากความทุกข์ อันนี้ถือเป็นหน้าที่เลย ไม่ว่าจะเป็นคนที่กำลังจะเกษียณ หรือเกษียณแล้ว หน้าที่ของเราก็คือว่า เมื่อรู้ว่าสักวันหนึ่งเราต้องเกษียณอายุจากโลกนี้ไป ก็ต้องพยายาม ฝึกใจพัฒนาตนให้จิตใจเกษียณจากความทุกข์ก่อนที่จะเกษียณจากการอยู่ในโลกนี้ไป นี้คือเวลา เพราะขณะที่อายุ 60 มันก็ยังมีกำลังวังชาที่ยังทำอะไรได้อีกมากมาย สมมุติว่าจะตายเมื่ออายุ 70-80 ก็ยังมีเวลา 10 ถึง 20 ปีในการฝึกจิตฝึกใจเอาไว้รับมือกับความเสื่อมความชรา สามารถที่จะเผชิญหน้า ยอมรับวันที่เกษียณอายุจากโลกนี้ไปได้ ยิ่งถ้าหากว่า ฝึกจิตจนถึงขั้นเกษียณจากความทุกข์แล้ว ขาลงของสังขารร่างกายไม่มีความหมายเลย จะแก่จะป่วยหรือจะตายก็เป็นแค่เรื่องของกายเท่านั้น
  • 29 ก.ย. 63 - ทำไมปฏิบัติจึงไม่เห็นผล : การเจริญสติบางทีก็เปรียบเหมือนกับการปลูกต้นไม้ เราต้องขยันรดน้ำ พรวนดิน แต่ถึงจะขยันก็ใช่ว่าจะเห็นผลทันที กว่าต้นกล้าจะงอก หรือต้นไม้จะเติบใหญ่ต้องใช้เวลา เราผู้ปลูกต้นไม้ขยันอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้จักคอยด้วย พร้อมกับมีศรัทธาหรือความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำนั้นจะต้องให้ผลในที่สุด ถ้าประกอบเหตุถูกต้องแล้ว ผลมันทนไม่ได้ต้องแสดงตนออกมาในที่สุด

  • 28 ก.ย. 63 - เป็นมิตรกับความเหงา : การที่เราจะอยู่กับตัวเองได้อย่างมีความสุข สิ่งหนึ่งที่ต้องผ่านให้ได้ก็คือความเหงา แต่นักปฏิบัติทุกคนย่อมรู้ดีว่าการเอาชนะความเหงานั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการปฏิเสธผลักไสมัน ขืนทำเช่นนั้นมันก็ยิ่งรังควาญเราหนักขึ้น ไม่ต่างจากอันธพาลที่ไล่เท่าไหร่ไม่ยอมไป หรือยิ่งไล่ก็ยิ่งกวนดังนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือรับรู้หรือดูมันเฉยๆ ด้วยใจที่เป็นกลาง นั่นคือรับรู้มันด้วยสติ แทนที่จะผลักไสมัน ก็ยอมรับมัน หรือพร้อมต้อนรับมันเสมือนอาคันตุกะที่มาเยี่ยมเยือน เมื่อทำใจคุ้นกับความเหงาจนเป็นมิตรกับมันได้ ความเหงาก็จะกลายเป็นมิตรกับเราเช่นกัน ในเวลาไม่นานมันก็จะจากลาไปเองเยี่ยงอาคันตุกะที่รู้เวลา และมีมารยาทพอที่จะไม่รบกวนเจ้าบ้านผู้มีไมตรีนานเกินไป น่าแปลกก็คือเมื่อเรามองความเหงาเป็นมิตร แทนที่จะมองเป็นศัตรู ความเหงากลับจะมาเยี่ยมเยือนเราน้อยลง และทุกครั้งที่มาเยือน ก็ไม่ได้รบกวนใจเราให้เป็นทุกข์เลย ถึงตอนนั้นเราจะสามารถอยู่กับตัวเองได้อย่างมีความสุขโดยไม่จำเป็นต้องออกไปแสวงหาความสุขจากที่ไหนเลย กล่าวได้ว่า หากเราไม่รู้จักเป็นมิตรกับความเหงาแล้ว ก็ยากที่จะเป็นมิตรกับตัวเองได้ พูดอีกอย่างก็คือ ถ้าอยากเป็นมิตรกับตัวเองก็ต้องเป็นมิตรกับความเหงาให้ได้

  • 27 ก.ย. 63 - ธรรมะจากคนหนีเงา : ถ้าหากว่าจิตไม่ผลักไส มันก็ไม่ทุกข์เท่าไหร่ แต่เราจะทุกข์ขึ้นมา ความทุกข์จะเพิ่มขึ้นมาทันทีเมื่อจิตมันผลักไส หรือว่าเกิดความรังเกียจ หรือเกิดความกลัว เหตุการณ์ใดก็ตามมันจะไม่ทำร้ายเรา ถ้าหากว่าจิตของเราไม่ผลักไส หรือมันจะไม่เพิ่มความทุกข์มาก จนกว่าจิตเราจะผลักไส ไม่ยอมรับมัน ก็เหมือนกับเงา แล้วก็รอยเท้า มันไม่ได้รบกวนชายคนนั้นเลย จนกระทั่งเขาเริ่มรู้สึกรังเกียจรอยเท้าแล้วก็รำคาญเงาของตนเอง อันนี้แหละที่ทำให้เป็นปัญหา

    ขณะที่เรายังไม่สามารถหาร่มไม้แห่งธรรมไม่เจอ หรือว่ายังอยู่แบบครึ่งๆกลางๆ ตัวเรายังอยู่เหมือนกับว่ากลางแดด แม้ว่ามันจะมีเงา แม้มันจะมีรอยเท้า แต่ว่าเราทำใจเป็นกลางกับมัน ไม่รังเกียจ ไม่รำคาญ มันก็ยังเป็นเรื่องที่พอทนได้ อันนี้ก็ทำนองเดียวกัน เวลาเรามาปฏิบัติธรรม หลายคนรู้สึกเป็นทุกข์มากกับความฟุ้งซ่าน จริงๆความฟุ้งซ่านไม่ได้เป็นปัญหา ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเรารำคาญ รังเกียจความฟุ้งซ่าน ทันทีที่เรารังเกียจ รำคาญความฟุ้งซ่าน มันทุกข์เลย บางคนตั้งใจปฏิบัติมาก แล้วก็ต้องการที่จะบังคับจิตให้สงบ แต่พอจิตไม่สงบ คิดนู่นคิดนี่ แทนที่จะรู้เฉยๆอย่างที่หลวงพ่อคำเขียนท่านสอนเอาไว้ รู้เฉยๆรู้ซื่อๆ รู้ด้วยใจที่เป็นกลาง กลับไปรังเกียจมัน ไปผลักไสมัน ยิ่งไปบังคับความคิดมัน พอมันไม่ยอมหยุด ก็เครียด ยิ่งหงุดหงิด มีหลวงพ่อบางรูปท่านตั้งใจปฏิบัติมาก แต่ว่าจิตมันคิดมันฟุ้งไปหมด ท่านหงุดหงิดมาก แล้วยิ่งโมโหตัวเอง สุดท้ายลืมตัว เอารองเท้าแตะฟาดหัวตัวเองว่า ทำไมคิดมากเหลือเกินๆ คิดมากไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือเราไม่ชอบความคิดนั้น ความคิดนั้นก็เหมือนกับเงา เงาไม่ได้รบกวนใคร แต่พอเรารำคาญเงา อันนี้เราอยู่เฉยไม่ได้ ต้องวิ่ง แต่วิ่งเท่าไหร่ก็หนีไม่เงาพ้น
  • 26 ก.ย. 63 (เย็น) - ปฏิบัติอย่ากลัวผิด : การปฏิบัติของหลวงพ่อเทียน เราไม่ต้องทำอะไรมาก เราให้โอกาสสติในการทำงานใหม่ๆก็มุ่งงุ่นง่าน เชื่องช้าหน่อย กว่าจะนึกได้ ก็ 7-8 เรื่อง ให้เราสังเกตว่า พอเราระลึกได้ขึ้นมาว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ถ้าถามว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่ ก็คิดไม่ออก ทั้งๆที่ดูเหมือนคิดเป็นวรรคเป็นเวร คิดเป็นเรื่องยืดยาว แต่พอถามว่าเมื่อกี้นี้คิดอะไร กลับนึกไม่ออก เพราะอะไร เพราะว่ามันหลง มันหลงคิด แต่พอเรามีสติ รู้ตัวเราก็รู้เลยว่าเราหลงเยอะมาก ถ้าเราทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทำเล่นๆไป ให้โอกาสแก่สติที่มันจะทำงาน ต่อไปก็จะทำงานได้ไวขึ้นๆ เพียงแต่เราให้โอกาสเขาในการทำงานได้เต็มที่ ไม่ไปพูดคุยกับใครไม่ไปเล่นโทรศัพท์มือถือ เราก็เดินกลับไปกลับมา หรือสร้างจังหวะ ยกมือไป ๆ อันนี้คือการให้โอกาสปฏิบัติ

    คำว่าปฏิบัติของหลวงพ่อเทียน ไม่มีการบริกรรม คนที่ไม่คุ้นกับวิธีนี้จะรู้สึกว่าโหรงเหรง เพราะปกติเวลาทำจิตตภาวนา เราจะต้องมีคำบริกรรมเพื่อผูกจิตให้มาอยู่กับเนื้อกับตัว ผูกจิตไม่ให้มันไม่ไปไหน พอไม่มีคำบริกรรมเหมือนจะรู้สึกเคว้งคว้าง เหมือนกับการข้ามท้องร่องในสวน เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้ว แต่ก่อนในสวนมีท้องร่อง จะมีไม้ไผ่แค่ลำเดียว ไม่มีราว เวลาเดินบนราวไม้ไผ่ไม่มีราวก็รู้สึกว่าเสียว บางทีเดินไม่ถึงครึ่งทางก็ตกแล้ว คนที่ภาวนาไม่มีคำบริกรรมก็จะมีความรู้สึกคล้ายๆแบบนั้น คือไม่มีอะไรให้ยึด ก็เลยรู้สึกว่าไม่กล้า เพราะกลัวว่าจะฟุ้ง แต่คนที่เดินข้ามท้องร่องบ่อยๆ เดินบ่อยๆ ถึงไม่มีราวก็เดินได้สบาย เพราะเขารู้จักทรงตัว รู้จักประคองตัว ให้เดินข้ามท้องร่องได้ แม้เพียงจะมีแค่ไม้ไผ่ลำเดียว แต่นักปฏิบัติหลายคนกลัวฟุ้ง ก็เลยบังคับจิต ไม่มีคำบริกรรม เหมือนกับเดินข้ามท้องร่อง กลัวจะตก อย่าไปกลัวตก มันจะตกก็ช่างมัน ก็เริ่มขึ้นมาใหม่ เดินตก ไม่เป็นไร เริ่มต้นขึ้นมาใหม่ ไม่มีราวจับก็ไม่เป็นไร อย่าไปกลัวผิด เพราะว่าผิดแต่ละครั้งมันก็เป็นครูที่ช่วยให้เรามีสติ รู้ตัวได้ไวขึ้น คนเราถ้ากลัวผิด มันก็ไม่เจริญวิชาการก็ไม่ก้าวหน้า คนไทยเรียนภาษาอังกฤษเป็นปีพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เป็นเพราะกลัวผิดไวยากรณ์เลยไม่กล้าพูด คนที่ไม่กล้าพูดก็เลยพูดไม่ได้ แต่พอไม่กลัวผิด พูดไปเลย ไม่กลัว ไม่สนใจไวยากรณ์ มันก็พูดได้ การเจริญสติก็เหมือนกัน อย่าไปกลัวผิด อย่าไปกลัวฟุ้ง ทำไปเลย อย่าเพิ่งหวังอย่าไปสนใจผล ทำไปเลย ทำเล่นๆ แล้วมันก็จะเห็นผลเอง
  • 26 ก.ย. 63 (เช้า) - น้อมธรรมเข้ามาใส่ตัว : การเจริญสติ ก็ไม่ต่างอะไรจากการปีนเขาเลย ก็คือว่า ให้ใจอยู่กับปัจจุบัน ปีนเขา ขณะที่ปีน เราวางเราลืมจุดหมายข้างหน้าไว้เลย แม้กระทั่งทางที่อยู่ข้างหน้า เลยไป 10 เมตร เราก็ไม่สนใจ เราสนใจแต่ทางที่เรากำลังจะเหยียบ ทางที่เรากำลังจะก้าวเท่านั้นแหละ เวลาปฏิบัติธรรมก็เหมือนกันโดยเฉพาะเวลาเดินจงกรม ถ้าใจเราไปอยู่ที่จุดหมาย เดินเพื่ออยากจะได้ความสงบ อยากจะได้ความรู้เนื้อรู้ตัว พอใจมันวางอยู่ตรงนั้น เดินไปเดินไปจนเครียด เพราะว่ามันคิดถึงแต่เป้าหมายอย่างเดียวแล้วก็อาจจะผิดหวังที่ยังไม่ได้อย่างที่ต้องการ

    แต่พอเราลืมหรือวางเป้าหมาย อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับแต่ละก้าว ใจมันจะคิดมันจะลอยอย่างไรก็ตาม พอรู้ตัวก็ดึงกลับมาอยู่กับปัจจุบัน งานก็เหมือนกัน งานหนักงานเยอะแค่ไหนหรือจะมีอีกกี่ชิ้นที่รอเราอยู่ ก็วางมันไว้ก่อน ใจเราอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับงานที่ทำ อยู่กับแต่ละชั่วโมงแต่ละนาทีที่กำลังทำ มันจะเสร็จเมื่อไหร่ก็ช่างมัน แต่ว่าใจเราจะอยู่กับปัจจุบัน ก็จะพบว่าการทำงานกลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ไม่เครียด มันก็จะหนักแค่อย่างเดียวอาจจะเหนื่อยแค่อย่างเดียวเหนื่อยกายแต่ว่าใจไม่เหนื่อยเพราะว่าไม่มีความเครียดไม่มีความวิตก ที่เครียดวิตกเพราะว่าใจไปอยู่กับอนาคตมันก็เลยกังวลเมื่อไหร่จะเสร็จ เสร็จแล้วจะเป็นอย่างไร จะดีไหม อันนี้ทำให้เครียด ทำให้เหนื่อย แต่พออยู่กับปัจจุบัน มันเหมือนกับการปีนเขา มันก็ถึงแม้ว่ามันจะเหนื่อยแต่มันก็ไม่ถึงกับเหงื่อจนถึงกับต้อง หมดสภาพไปเลย บางทีไม่ต้องพักเลยก็ได้ ทำไปเรื่อยๆ ยิ่งเดินช้ากลับถึงเร็ว แต่ยิ่งเดินเร็วกลับถึงช้า การปฏิบัติธรรมหรือการทำงานก็เหมือนกัน
  • 25 ก.ย. 63 - จะมองเพิ่มทุกข์หรือมองเร้ากุศล : ความทุกข์เป็นสิ่งที่เราทุกคนหลีกหนีไม่พ้น ไม่ว่าร่ำรวยหรือยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ต้องพบกับความไม่สมหวัง รวมทั้งความพลัดพรากสูญเสีย ดูแลรักษาสุขภาพดีอย่างไร ก็ยังต้องเจ็บป่วย ตั้งใจทำงานเพียงใดก็ยังเจอความล้มเหลว ระมัดระวังเพียงใด ก็ยังต้องเสียทรัพย์ แต่ไม่ว่าจะเกิดเหตุร้ายอย่างไร ใจเราก็ยังสามารถเป็นปกติ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ เพราะความสุขนั้นแท้ที่จริงอยู่ที่ใจ ป่วยกาย แต่ใจไม่ป่วย เสียทรัพย์ แต่ใจไม่เสีย เป็นสิ่งที่เราทำได้ หาเกินความสามารถของเราไม่

    ไม่ว่าเจออะไร ย่ำแย่แค่ไหน ก็ยังมีความสุขให้เราสัมผัส หรือพบได้แม้ในท่ามกลางความทุกข์ ดังมีพุทธภาษิตว่า “ผู้มีปัญญา แม้ประสบทุกข์ ก็ยังหาสุขพบ” ความสุขอย่างหนึ่งที่เราพบได้ในทุกหนแห่งก็คือความสุขที่ใจ ขอเพียงแต่เรารู้จักรักษาใจ หรือหันกลับมาดูแลใจ รวมทั้งคิดให้ถูก มองให้เป็น ก็พบความสุขได้ไม่ยาก
  • 24 ก.ย. 63 - สร้างเหตุแต่วางผล : การทำจิตในที่นี้มีความหมายกว้าง เช่น เอาการทำจิตไปกำกับการทำกิจ ช่วยให้งานได้ผลดีตรงตามเป้าหมาย ขณะเดียวกันใจก็ไม่ทุกข์ เรียกว่า จิตเบิกบาน งานสัมฤทธิ์ งานได้ผลคนเป็นสุข อย่าทำไปบ่นไป ทำไปกลุ้มใจไป บางคนทำงานแต่ใจไม่อยู่กับปัจจุบัน หมกมุ่นอยู่กับเป้าหมายปลายทาง จึงรู้สึกเครียดเพราะทำเท่าไรก็ไม่ถึงสักที

    อย่างที่อาตมาพูดว่า ทำเต็มที่แต่ไม่ซีเรียส คนจำนวนมากรู้สึกว่าถ้าจะทำเต็มที่ก็ต้องคร่ำเคร่ง หรือเคร่งเครียด แต่หากเป็นอย่างนั้นแสดงว่ากำลังทำกิจแต่ไม่ได้ทำจิต การทำกิจกับการทำจิตไม่แยกจากกัน การทำเต็มที่กับการไม่ซีเรียสนั้น อยู่ด้วยกันได้ เช่นเดียวกันประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านก็ไม่แยกจากกัน สิ่งที่ดูเหมือนตรงข้ามกันนั้นสามารถเชื่อมให้ประสานกันหรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้
  • 23 ก.ย. 63 - อย่าหย่อนความเพียร : การปฏิบัติมันไม่ใช่หมายถึงการเป็นมิตรกับตัวเองอย่างเดียว แต่มันหมายถึงการที่เราสามารถที่จะอยู่กับสิ่งแวดล้อมต่างๆด้วยใจที่ราบรื่นกลมกลืนด้วยถ้าเราไปอยู่ที่ไหนมีความอึดอัด มันมีความติดขัด มันมีความหงุดหงิด อันนี้แสดงว่าเราไม่ได้รักษาใจเท่าที่ควร ไม่รู้ว่าเอาสติไปทิ้งไว้ที่ไหน เอาความรู้สึกตัวไปทิ้งไว้ที่ไหน การปฏิบัตินอกจากจะหมายถึงการที่เรารู้ทันความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจที่มันเป็นตัวซ้ำเติมความทุกข์ให้กับเราแล้ว ยังรวมถึงการที่เราสามารถที่จะอยู่กับสิ่งแวดล้อมต่างๆได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ ไม่ว่าฝนตกแดดออก สงบหรือว่าว้าวุ่น และที่สำคัญ ยังรวมถึงการที่เรามีความสัมพันธ์ที่ราบรื่น กลมกลืนกับผู้อื่นด้วย อันนี้ก็สำคัญ

  • 19 ก.ย. 63 (เย็น) - คิดถูกคิดเป็นก็เห็นธรรม : คนที่มองโลกในแง่ดี ก็มักแลเห็นสิ่งดีๆ อยู่เป็นนิตย์ เวลาเรามีความสุข เห็นอะไรก็ดูน่าชื่นใจไปหมด ยิ่งเราเป็นคนที่ไวต่อความสุขด้วยแล้ว ย่อมเห็นความสุขได้ไม่ยาก แม้จะอยู่ท่ามกลางความยากลำบากก็ตาม ใช่หรือไม่ว่า เมื่อเห็นความสุขแสดงตัวทุกขณะ ใจก็เป็นสุขได้ง่าย

    คนเราสามารถมีความสุขได้ โดยไม่ต้องรอให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามใจปรารถนาเสียก่อน หากอยู่ที่การรู้จักทำใจให้สงบเย็น ปล่อยวางจากความยึดอยาก และมองเห็นแง่งามของชีวิต ผู้คนเป็นอันมากมีความสุขได้ ไม่ใช่เป็นเพราะมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นกับเขาอยู่เสมอ หากเป็นเพราะเรารู้จักวางใจต่อสิ่งต่างๆ ที่มากระทบ แม้จะประสบกับความเจ็บป่วย พลัดพรากสูญเสีย แต่ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้ เราไม่สามารถควบคุมสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับเราได้ตลอดเวลา แต่เราสามารถปรับใจจนมองเห็นสิ่งดีๆ ในทุกสิ่งได้ ดังนั้นอุปสรรคจึงมิใช่สิ่งน่ากลัว ปัญหามีใช่เรื่องน่าตื่นตระหนก
  • 19 ก.ย. 63 (เช้า) - รู้จักอดทนและรอคอย : เราทำอะไรในชีวิตประจำวันก็ควรจะทำอย่างมีสติด้วย หรือทำด้วยสติ อาบน้ำถูฟัน ล้างหน้าทำครัวกินข้าวก็ทำอย่างมีสติ จับหลักง่ายๆว่า ตัวอยู่ไหน ใจอยู่นั่น ตัวอยู่นี่ใจก็อยู่นี่ ไม่ใช่ตัวอยู่นี่แต่ใจอยู่ไหนไม่รู้ หรือว่าจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ทำด้วยใจเต็มร้อย ทำอะไรก็ทำด้วยใจเต็มร้อย ใจจะเต็มร้อยได้ก็ต้องทำทีละอย่าง เช่น ระหว่างที่อาบน้ำ ใจก็อยู่กับการอาบน้ำ แต่เต็มร้อย ไม่ใช่ว่าอาบน้ำไปก็คิดโน่นไปคิตนี้ไป ถูฟันก็คิดเรื่องงานเรื่องการไป ขณะที่กินข้าวใจก็วางแผนจะทำโน่นทำนี่ แล้วอยากกินข้าวเสร็จอันนี้เรียกว่าทำหลายอย่างพร้อมกัน

    ซึ่งสมัยนี้เรียกว่า เป็นที่สมควรทำเพราะเวลามีน้อย เพราะฉะนั้นจึงทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่ไปๆมาๆทำไม่ได้ดีสักอย่าง เพราะฉะนั้นเราลองทำทีละอย่าง เวลาอาบน้ำ ใจก็อยู่กับการอาบน้ำ เวลาถูฟันใจก็อยู่กับการถูฟันเต็มร้อย กินข้าวใจก็อยู่กับการกินข้าวเต็มร้อย มันจะได้ สองอย่างเลย ทำอย่างเดียวก็ได้ถึง สองอย่างหมายความว่าเวลาเราอาบน้ำ ถ้าเราอาบน้ำอย่างมีสติ ได้จากการชำระกายแล้ว มันยังเป็นการชำระใจให้หายหม่นหมองด้วย ทำอย่างเดียวแต่ได้ สองคือได้ประโยชน์ทั้งทางกายและทางใจ เวลากินข้าวก็กินข้าวอย่างมีสตินอกจากได้อาหารไปเลี้ยงกายแล้ว ยังได้สติไปเป็นอาหารใจด้วย ได้ทั้งอาหารกายและอาหารใจ เวลาเราถูฟันก็เหมือนกัน ก็ทำอย่างมีสติไม่ใช่เพียงแค่ทำให้ฟันสะอาด ยังช่วยทำให้ใจสดใสด้วยเพราะว่าเพราะถ้าใจอยู่กับการถูฟันอาบน้ำก็ไม่มีเรื่องให้ วิตก กังวลอะไร แถม ใจยังรู้สึกสบายกับการที่มีน้ำมาชำระกาย หรือมีน้ำมาชำระช่องฟัน ให้สะอาด จิตใจก็ผ่องใส โปร่งโล่ง เหมือนกับเรา เวลากวาดบ้าน กวาดใบไม้ มันก็ได้ สองอย่าง คือบ้านสะอาด ใจก็สะอาดไปด้วย เพราะว่าตอนนั้นใจมีสมาธิกับการกว่าเพราะมีสติเป็นตัวกำกับทำหนึ่งอย่างได้ สองดีกว่าทำหลายอย่างแล้วไม่ได้อะไรเลย
  • 18 ก.ย. 63 - ทุกข์มาปัญญาเกิด : ความทุกข์จึงไม่ใช่สิ่งที่เราต้องกลัวและปฏิเสธเสมอไป มันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และมีคุณค่ามากที่เราควรรู้จัก ถ้าเราเข้าใจเช่นนี้ก็จะไม่หันหลังให้ทุกข์แล้ว แต่เราจะหันหน้าดูทุกข์ เพื่อรู้จักมัน แล้วเราจะได้ประโยชน์จากมัน ทีแรกทุกข์จะผลักเราให้เข้าไปหาธรรมะ แต่ต่อไปเมื่อเรามีสติแก่กล้า เราก็จะรู้จักดูทุกข์ แล้วในที่สุดก็จะพบธรรมที่ลึกซึ้ง เกิดปัญญาจนพาใจออกจากความทุกข์ พบความสงบเย็นได้ในที่สุด

  • 17 ก.ย. 63 - ก้าวข้ามความกลัว : ที่จริงแล้วสิ่งที่เรากลัวมันไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัว ฟังดูงงหรือไม่ สิ่งที่เรากลัวคืออะไร เช่น บางคนกลัวความมืด แต่ความมืดมันก็ไม่ได้น่ากลัวเท่ากับความกลัวมืด ถ้าเรายังกลัวความมืดอยู่เราก็จะไม่กล้านอนคนเดียว ถ้านอนคนเดียวก็จะคิดปรุงแต่งในทางเลวร้ายน่ากลัว ทั้ง ๆ ที่ความมืดนั้นไม่มีอันตรายอย่างใดเลย ความมืดส่วนใหญ่จะปลอดภัย โดยเฉพาะความมืดที่วัด แต่เพราะกลัวความกลัวเราจึงนอนกระสับกระส่าย กิ่งไม้ตกก็ตกใจ ได้ยินเสียงตุ๊กแกร้องก็ผวา หนูเดินรอบกุฏิก็กลัวจนนอนไม่หลับ บางทีก็ปรุงแต่งไปนึกถึงผีขึ้นมา ความกลัวมืดนั้นเองทำให้เรานอนไม่หลับ ไม่ใช่ความมืด

  • 16 ก.ย. 63 - ฟังธรรมแล้วต้องทำด้วย : ที่จริงไม่ใช่แต่ผู้ฟัง ผู้พูดก็เหมือนกัน ผู้ที่แสดงธรรม การแสดงธรรมก็เป็นประโยชน์กับผู้พูดเหมือนกัน มีประโยชน์ในแง่ที่ว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องพูด ก็ต้องเตรียม ก็ต้องคิด ก็ต้องใคร่ครวญ แล้วก็ต้องทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้มา เพื่อที่จะนำมาแสดง นำมาแจกแจงให้คนฟังเข้าใจ ในการตระเตรียม ก็เป็นการทบทวนธรรมะด้วยเหมือนกัน

    หรือถึงแม้ไม่ได้เตรียมเลย พูดสดๆ มันก็เป็นการฝึกใจสอนใจจากผู้แสดงธรรมเหมือนกัน เพราะว่าจะวางใจอย่างไรจึงจะพูดได้ดี หรือพูดให้คนอื่นรู้เรื่องเลยโดยไม่เกร็ง โดยไม่รู้สึกเครียด ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องอาศัยการปล่อยวาง ปล่อยวางผล มันจะเป็นอย่างไร ก็ช่างมัน แต่ว่าก็พยายามพูดให้ดีที่สุดในเวลานั้นๆ เอาใจไปอยู่กับปัจจุบัน เพราะบางที บางคนก็พูดคุยกัน บางคนก็นั่งหลับ บางคนก็ก้มดูโทรศัพท์ อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นที่นี่ แต่ที่อื่นเกิดขึ้นบ่อย ผู้พูดหลายคนก็เกิดความหงุดหงิดขึ้นมา เกิดความขุ่นมัวขึ้นมา บางทีก็โมโห ดุคนที่ทำอย่างนั้นในที่สาธารณะหรือตรงนั้นเลย ถ้าทำด้วยอารมณ์นี้ถือว่าขาดสติ แต่ถึงแม้ไม่ทำ แต่ว่าถ้าไม่มีสติ มีความขุ่นมัว ตรงนั้นแหละจะถือว่าเป็นการปฏิบัติเหมือนกัน จะเป็นการปฏิบัติของผู้พูด หรือไม่ใช่แค่พูดให้มันดี แต่ว่าต้องรักษาใจให้เป็นปกติมั่นคงด้วย คนข้างหน้าจะคุย จะไม่สนใจอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา เรามาดูใจของเรา แล้วเราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ไม่ใช่ไปขุ่นมัว ไม่ใช่ไปหวั่นไหวใจกระเพื่อม กับคนที่อยู่ข้างหน้า คนที่กำลังฟังการแสดงธรรมของเรา เราก็ต้องทำให้ธรรมะนั้นปรากฏกับใจของเราด้วย เขาไม่ฟังก็เป็นเรื่องของเขา เขาก็ไม่ได้รับประโยชน์จากการแสดงธรรมของเรา ยังมีคนอีกมากมายที่เขายังตั้งใจฟัง เอาใจมาใส่ตรงนั้นดีกว่า แล้วก็สื่อธรรมคือทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ที่จริงพอพูดไปแล้ว มันก็มีประโยชน์ต่อผู้พูดเหมือนกัน คือมันเป็นการเตือนใจเราว่าเราพูดอะไรไปแล้วก็ต้องทำอย่างนั้น เราสอนคนอื่นได้เราก็ต้องไม่ลืมที่จะสอนตัวเราเอง เราสอนคนอื่นว่าให้รู้จักรักษาใจให้เป็นปกติ ไม่โกรธเวลามีคนมาต่อว่าด่าทอเรา ต้องทำอย่างนั้นได้ ไม่ใช่สอนเขาแต่พอถึงตัวเองเจออะไรกระทบขึ้นมา โกรธโมโห อันนี้ก็ไม่ถูก แต่ว่าก็เป็นธรรมดา ปุถุชน มันก็จะมีอาการแบบนั้นได้ แต่ถ้าเตือนตัวเองอยู่เสมอ นี่เราเพิ่งสอนเขาหยกๆ เราจะไปโกรธ จะไปโมโหเขาได้อย่างไร หรือจะปล่อยอารมณ์ให้มาเล่นงานจิตใจเราได้อย่างไร หลายอย่างที่พูดไปๆ มันก็เป็นการเตือนตัวเองด้วย ทำอย่างที่พูดให้ได้ สอนให้เขารู้จักปล่อยวาง ตัวเองก็ต้องทำให้ได้ หรือว่าทำตามที่ตัวเองสอนนี่แหละมาเตือนตัวเอง มาสอนตัวเองว่า ให้รู้จักปล่อยรู้จักวางให้ถูกต้อง อันนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้พูด