Episoder

  • การรักษาความมั่งคั่งของตระกูลให้ยั่งยืน เริ่มต้นได้ด้วย "กุลจิรัฏฐิติธรรม" 4 ประการ ได้แก่ ของหายต้องตามหา, ของชำรุดรู้จักซ่อมแซม, ใช้จ่ายอย่างพอประมาณให้สมฐานะ (สมชีวิตา) และมอบหมายให้คนดีมีศีลธรรมดูแลทรัพย์สิน

    เพื่อยกระดับชีวิตให้เจริญก้าวหน้า ควรเชื่อมโยงกับ "จักร 4" คือ การเลือกพาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี, คบหาคนดี (กัลยาณมิตร), ตั้งตนไว้ในความดี และเป็นผู้มีความดีที่บำเพ็ญไว้กาลก่อนเพื่อพร้อมพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

    เมื่อนำธรรมะเหล่านี้มาผสานกับการขยันทำงานและรู้จักรักษาทรัพย์ ย่อมนำพาครอบครัวและชีวิตไปสู่ความมั่นคงมีคและมีความสุขอย่างยั่งยืน

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • ความขัดแย้งวุ่นวายในโลกล้วนมีจุดเริ่มต้นจาก "ตัณหา" ที่นำไปสู่การยึดติด ความตระหนี่ และการหวงกั้นในที่สุด ทางออกของปัญหาเหล่านี้คือการใช้หลัก "พรหมวิหาร 4" คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เข้ามาแก้ไข โดยมีหัวใจสำคัญ 3 ประการ คือ ต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่มีเงื่อนไข ไร้ขอบเขต และไม่ผูกเวรหรือละเว้นใคร นอกจากนี้ การนำไปใช้ในชีวิตประจำวันต้องแสดงออกให้ผู้อื่นรับรู้ได้ประจักษ์ชัด ทั้งทางการกระทำ (กาย) คำพูด (วาจา) และความคิด (ใจ)

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Manglende episoder?

    Klik her for at forny feed.

  • การเผชิญโลกที่มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกัน เราสามารถนำหลัก "ฆราวาสธรรม 4 ประการ" มาใช้เพื่อสร้างความสำเร็จและความสุขในชีวิตได้ดังนี้

    1.  สัจจะ (ความจริงใจ): มีความซื่อตรงทั้งต่อหน้าและลับหลัง ตรงไปตรงมาทั้งความคิดและการกระทำ

    2.  ทมะ (การข่มใจ): รู้จักปรับตัวและฝึกควบคุมจิตใจให้เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม

    3. ขันติ (ความอดทน): เผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างเข้าใจโดยไม่เก็บกด แต่ใช้สติรักษาใจไม่ให้ขุ่นมัว

    4.  จาคะ (การเสียสละ): รู้จักการให้ แบ่งปัน และสละทิ้งกิเลสหรือนิสัยที่ไม่ดีออกจากใจ


    เมื่อเรานำหลักธรรมเหล่านี้มาปรับใช้ด้วยปัญญา จะช่วยให้ก้าวผ่านทุกสถานการณ์ได้อย่างมั่นคงและมีความสุขอย่างแท้จริง

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • ได้นำเอา ขัตติยสูตร ที่ว่าด้วยความประสงค์ 5 อย่างของบุคคล 6 ประเภท มาอธิบายขยายความ เพื่อให้ทราบถึงความต้องการที่เหมือนกัน หรือแตกต่างกันของบุคคลแต่ละประเภท เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาความเข้าใจ และสานสัมพันธภาพที่ดีในระหว่างบุคคล

    เริ่มจากความประสงค์เพื่อให้สมตามสิ่งที่ปรารถนา ในบุคคลแต่ละประเภทนั้น ย่อมมีความประสงค์ต้องการเพื่อให้สมความปรารถนาสูงสุด อย่างเช่น

    กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี มีความประสงค์โภคทรัพย์ และนิยมปัญญาเหมือนกัน แต่สิ่งที่เสริมกำลังความมั่นใจเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการ และให้ถึงความเป็นที่สุดแตกต่างกัน

    สตรี นิยมประดับตกแต่งเพื่อประสงค์บุรุษ มีบุตรเป็นกำลัง และไม่ต้องการหญิงอื่นร่วมสามี มีความเป็นใหญ่ในบ้านเป็นที่สุด

    โจร นิยมที่เร้นลับเพื่อประสงค์ลักทรัพย์ มีอาวุธเป็นกำลัง และต้องการที่มืด ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นล่วงรู้

    สมณะ นิยมปัญญา มีความประสงค์ขันติ และโสรัจจะ มีศีลเป็นกำลัง และต้องการความไม่มีกิเลสเครื่องกังวล มีนิพพานเป็นที่สุด

    ข้อสังเกต ความต้องการที่เป็นไปเพื่อดับความต้องการ มีความเป็นอิสระพ้นจากอำนาจกิเลสเครื่องร้อยรัดมีในบุคคลผู้ที่มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • สังคหวัตถุ 4 คือหลักธรรมประสานความสามัคคีเพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับจิตใจของเราให้พัฒนาขึ้นได้ ดังนี้

    ทาน (การให้): การแบ่งปันสิ่งของช่วยลดความเห็นแก่ตัวได้ แต่การให้ที่เลิศที่สุดและนำไปสู่ปัญญาคือ "การให้ธรรมะ"ปิยวาจา (วาจาไพเราะ): การพูดจาสุภาพ จริงใจ และเป็นประโยชน์ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ส่วนวาจาที่เลิศกว่าวาจาทั้งปวงคือ "การแสดงธรรม" แก่ผู้ที่ตั้งใจฟังอัตถจริยา (บำเพ็ญประโยชน์): นอกจากการช่วยเหลือส่วนรวมแล้ว การบำเพ็ญประโยชน์ที่สูงสุดคือการชักชวนผู้อื่นให้ตั้งมั่นในศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาสมานัตตตา (วางตนเหมาะสม): การทำหน้าที่ไม่ถือตัวเป็นความสม่ำเสมอที่ดี แต่ความมีตนเสมอที่เลิศที่สุด คือการวางตนเสมอด้วยพระอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบันไปจนถึงพระอรหันต์

    นอกจากนี้ สำหรับผู้บริหารหรือผู้นำยังมี ราชสังคหวัตถุ เพื่อใช้ปกครองและดูแลผู้คนให้ร่มเย็นเป็นสุขอีกด้วย การปฏิบัติธรรมเหล่านี้จะช่วยเกื้อกูลความสามัคคีและยกระดับจิตใจได้อย่างยั่งยืน

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • "ดวงตา" เสมือนปัญญาในการดำเนินชีวิต ในตอนนี้จะกล่าวถึง “การแสวงหา 2 อย่าง ด้วยตา 2 ข้าง” โดยจะกล่าวนัยยะการใช้ดวงตาแบ่งบุคคลออกเป็น 4 จำพวก ได้แก่ คนตาบอด คนตาเดียว คนมีตา 2 ข้าง และคนมีตาที่ 3 หรือผู้ที่มีดวงตาสมบูรณ์จนเห็นอริยสัจ 4

    การแสวงหานั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ทางหลัก คือ:

    การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ: คือการมุ่งตามหาสิ่งที่ยังต้องเผชิญกับความแก่ ความเจ็บ และความตาย ซึ่งเปรียบเสมือนการแสวงหาความทุกข์การแสวงหาที่ประเสริฐ: คือการมุ่งแสวงหาหนทางเพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์และความโศกเศร้าทั้งปวง

           ท่ามกลางกิเลสที่ชักนำให้เกิดการแสวงหา เราทุกคนย่อมเลือกได้ว่าจะใช้ "ตาข้างเดียว" เพื่อมุ่งหาเพียงโภคทรัพย์ จะใช้ "ตา 2 ข้าง" เพื่อแสวงหาทั้งทรัพย์และคุณธรรมควบคู่กัน หรือจะเลือกใช้ "ตาสมบูรณ์" เพื่อแสวงหาหนทางแห่งการพ้นทุกข์อย่างแท้จริง

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • พระพุทธเจ้าทรงให้แนวทางในการใช้จ่ายทรัพย์โดยให้แสวงหาทรัพย์มาโดยธรรม (สัมมาอาชีวะ) และใช้จ่ายอย่างมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสุขให้ตนเอง ครอบครัว สังคม ตลอดจนเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยง พร้อมทั้งควรจัดสรรทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 5 ด้าน ได้แก่ การเลี้ยงตนเองและครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข เกื้อกูลมิตรสหาย สำรองยามฉุกเฉิน สละเพื่อส่วนรวมและรัฐ ตลอดจนบำรุงผู้ทรงศีลและนักบวช

          นอกจากทรัพย์ทางโลกแล้ว พระพุทธองค์ทรงสอนให้แสวงหา "อริยทรัพย์" ซึ่งเป็นทรัพย์ภายในอันประเสริฐที่ติดตัวข้ามภพชาติ อันได้มาจากการสั่งสมคุณธรรม 5 ประการ ได้แก่ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • ‘ทุกข์’ เป็นธรรมที่เข้าไปตั้งอาศัยของ ‘ศรัทธา’ โดย ‘ศรัทธา’ นี้ หมายถึง ความเชื่อ ความมั่นใจ ความลงใจ ความเลื่อมใส อันประกอบไปด้วยปัญญาและความเพียร ถ้าไม่มีปัญญามาหนุน ก็จะกลายเป็นความงมงาย ศรัทธาแล้วลงมือทำจริง แน่วแน่จริง มันก็จะมีจุดเชื่อม ตรงจุดเชื่อมนั้นคือ ‘กำลังใจ’ 

    เราสามารถตั้ง ‘ศรัทธา’ ไว้ในทุกอย่างที่เราทำ ถ้าเราเชื่อว่า ‘เราทำได้’ กำลังจิตของเราก็จะไปทางนั้น ‘ศรัทธา’ จะต้องประกอบกัน 3 อย่าง คือ มั่นใจในผู้ที่ทำสำเร็จมาแล้ว (พุทโธ), มั่นใจในกระบวนการวิธี (ธัมโม), และมั่นใจว่าตัวเราต้องทำสำเร็จได้ (สังโฆ) 

    ‘ศรัทธา’ มีโทษด้วย ถ้าเราวางไว้ผิด เปรียบเหมือนติดกระดุมเม็ดแรก ถ้าติดผิดมันก็จะผิดตามไปหมด เราจึงควรตั้งไว้ในคุณธรรม จะสามารถเป็นตัวจุดประกายให้ผู้อื่นได้ด้วย

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • หลักธรรมที่ช่วยให้เราเอาชนะความเกียจคร้าน ในตอนนี้จะกล่าวถึงธรรม 4 หมวดคือ

    ·     อนิจเจทุกขสัญญา: การพิจารณาเห็นความทุกข์ในสิ่งที่ไม่เที่ยง จะช่วยให้เกิดความสังเวชและเกรงกลัวต่อความเกียจคร้าน

    ·     อุฏฐานสัมปทา: ความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นในอาชีพสุจริต และรู้จักใช้ปัญญาจัดการงานอย่างมีประสิทธิภาพ

    ปธานิยังคะ: องค์ประกอบแห่งความเพียร 5 ประการ ได้แก่ การมีศรัทธา มีอาพาธน้อย ไม่มีมายา ขยันบากบั่น และมีปัญญาอิทธิบาท 4: หนทางสู่ความสำเร็จที่ประกอบด้วย ฉันทะ (ความพอใจ) วิริยะ (ความเพียร) จิตตะ (ความใส่ใจ) และวิมังสา (การใช้ปัญญา)

    หากเรานำหลักธรรมเหล่านี้มาปรับใช้ร่วมกับการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและมีสมาธิ จะช่วยสร้างพลังใจให้ก้าวข้ามความเกียจคร้านและบรรลุความสำเร็จในชีวิตได้

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • คารวะ หมายถึง การทำความเคารพ เพราะตระหนักเห็นถึงคุณค่า และความสำคัญในสิ่งนั้น

    โดยในอังคุตตรนิกายกล่าวถึง ‘คารวตา’ มี 6 ประการ ได้แก่ สัตถุคารวตา ธัมมคารวตา สังฆคารวตา คือ ความเคารพในพระพุทธเจ้า และการตรัสรู้ของพระองค์ ในพระธรรมที่พระองค์ทรงประกาศไว้ด้วยปัญญาอันยิ่ง และในหมู่สงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบ นอกจากนี้ ยังมี สิกขาคารวตา อัปปมาทคารวตา และปฏิสันถารคารวตา คือ ความเคารพในการศึกษา ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ให้อยู่ในกรอบของศีล สมาธิ ปัญญา ในความไม่ประมาทด้วยการมีสติ และในปฏิสันถารต่อผู้อื่นด้วยการพูดที่ดี

    ‘คารวตา 6’ นี้ เป็นสิ่งที่เราควรใส่ใจ เพราะการตระหนักรู้ถึงคุณค่า และการปฏิบัติต่อบุคคลหรือสิ่งนั้นด้วยความเคารพหนักแน่นนั้น เป็นบุญ เป็นปัญญา เป็นการเพิ่มคุณค่า คือ คุณธรรมให้กับตนเอง เป็นการเคารพต่อตนเองด้วย นั่นเอง

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  •  หลักธรรมสู่ความเจริญประกอบด้วยหลักปฏิบัติ 3 ชุด คือ ภัพพตาธรรม 6 เพื่อเตรียมตนให้พร้อมรับความดีและรักษาความดีนั้นไว้ด้วยความฉลาดในอุบายและความต่อเนื่อง เวปุลลธรรม 6 เพื่อความงอกงามไพบูลย์ด้วยปัญญา ความเพียร ความเบิกบาน และการไม่หยุดพัฒนาในกุศลธรรม และ วัฒนมุข 6 ซึ่งเป็นประตูสู่ความสำเร็จ ได้แก่ การไม่มีโรค มีศีล ศึกษาแบบอย่างที่ดี หมั่นเรียนรู้ ทำงานสุจริต และมีความกล้าหาญไม่ย่อท้อ หากปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง มีความสุขภายใน และมีความมั่นคงรอบคอบ

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • คำพูดเป็นสิ่งสำคัญ ท่านพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไว้ถึง ‘กถาวัตถุ 10’ คือ เรื่องที่ควรพูด นอกเหนือจาก คำพูดที่เว้นขาดจากการพูดโกหก ส่อเสียด หยาบคาย และพูดเพ้อเจ้อ

    และ ‘อักโกสวัตถุ 10’ คือ เรื่องที่ไม่ควรพูด เพราะไม่มีประโยชน์ และทำความเจ็บช้ำน้ำใจแก่ผู้อื่น ได้แก่ ชาติกำเนิด ชื่อ โคตร อาชีพ ศิลปะ (ฝีมือ) โรค รูปพรรณสัณฐาน กิเลส อาบัติ และคำสบประมาทอื่น ๆ

    ส่วน ‘กถาวัตถุ 10’ เรื่องที่สมควรพูด ได้แก่ ถ้อยคำให้เกิดความมักน้อย คือ ไม่โอ้อวด ความสันโดษ เกิดความสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร ให้ตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ

    ซึ่งการพูด ‘กถาวัตถุ 10’ ให้ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลาได้นั้น นอกจากจะเป็นสัมมาวาจาแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างสัมมาสติ สัมมาวายามะ และสัมมาทิฐิ คือ ความเห็นชอบ ไปตามทางมรรค 8 พร้อมกันอีกด้วย

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  •  เวสารัชชกรณธรรม คือหลักธรรมที่ช่วยให้เราเอาชนะความกลัว ความวิตกกังวล และความครั่นคร้าม เพื่อเปลี่ยนคุณให้เป็นคนที่มีความกล้าหาญอย่างถูกต้องและอยู่อย่างผาสุก ประกอบด้วย 5 ประการสำคัญ ได้แก่ ศรัทธา ศีล พาหุสัจจะ วิริยารัมภะ ปัญญา หากนำธรรมทั้ง 5 ข้อนี้มาปรับใช้ คุณจะกลายเป็นผู้ที่มีความแกล้วกล้าและไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • อปัณณกปฏิปทา ธรรม 3 อย่าง ได้แก่ 1) เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ 2) เป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภคทั้งหลาย 3) เป็นผู้ประกอบความเพียรในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น เป็นรรมที่จะปฏิบัติเวลาไหนก็ได้ทั้งนั้น เป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติแล้วจะไม่ผิด และเมื่อปรารภอยู่เรื่อย ๆ แล้ว จะเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • ในยุคที่โลกผันผวนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เราต้องเผชิญกับภัยต่างๆในชีวิต พระพุทธองค์ทรงเตือนให้ระวัง ภัย 5 ประการ ได้แก่ ภัยจากการเลี้ยงชีพ (อาชีวิกภัย), ภัยจากการถูกติเตียน (อสิโลกภัย), ภัยจากความประหม่าในสังคม (ปริสสารัชชภัย), ภัยจากความตาย (มรณภัย) และภัยจากการไปสู่ภพภูมิที่ไม่ดี (ทุคติภัย)


    เราสามารถก้าวข้ามความกลัวเหล่านี้ได้ด้วย พละ 4

    1.  ปัญญาพละ: รอบรู้เหตุผลและกุศลกรรม

    2.  วิริยะพละ: เพียรละชั่วทำดี

    3.  อนวัชชพละ: ประพฤติกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ไร้โทษ

    4.  สังคหพละ: ช่วยเหลือและผูกไมตรีต่อผู้อื่น


    เมื่อมีกำลังทั้งสี่นี้ เราจะใช้ชีวิตได้อย่างผาสุกและไม่หวั่นเกรงต่อภัยใด ๆ

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • จิตที่สะสมอารมณ์โกรธ อาฆาต พยาบาท ขุ่นแค้น จนเกิดเป็นสนิมเกาะใจ หาความสุขไม่ได้ด้วยแรงของพยาบาท อาฆาต ด้วยภัยของความอาฆาตนี้ พระสารีบุตรได้กล่าวถึงวิธีการระงับความอาฆาต ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นในจิต ดังนี้ แม้ความอาฆาตพึงเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงเจริญกรุณาในบุคคลนั้น เปรียบดังเหมือนสงสารคนป่วยไม่สบาย พึงเข้าไปตั้งความกรุณา ความเอ็นดู ความอนุเคราะห์ ในบุคคลนั้นเสีย

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • อธิษฐานธรรม 4 ไม่ใช่การอ้อนวอนขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่คือการสร้างฐานใจที่มั่นคงเพื่อบรรลุเป้าหมายด้วยวิธีที่ถูกต้อง ประกอบด้วย

    1. ปัญญา: ไม่ละเลยการใช้เหตุผลเพื่อเข้าถึงความจริง

    2.  สัจจะ: จริงใจ พูดจริง ทำจริง และรักษาสัจจะ

    3.  จาคะ: สละกิเลสและนิสัยที่ผิดพลาด

    4.   อุปสมะ: ฝึกใจให้สงบระงับจากความวุ่นวาย

    นี่คือหลักการประดิษฐานความมั่นคงไว้ในใจ หากคุณเปลี่ยนจากการ "บนบาน" มาเป็นการใช้ "พลังใจ" ตามหลักอธิฐานธรรมนี้ ความสำเร็จที่ยั่งยืนย่อมอยู่ไม่ไกล

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • เมื่อต้องพบเจอสิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ คนพาลย่อมไม่รู้ชัดซึ่งประโยชน์ แต่บัณฑิตจะสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์หรือมีโทษ แล้วกระทำในสิ่งที่ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์นั้น

    ได้กล่าวถึงฐานสูตรต่างๆ กล่าวคือ

    ฐานะแห่งความเสื่อมและความเจริญ 4 ประการ คือ ทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจและน่าพอใจเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อโทษหรือประโยชน์

    บุคคลมีศรัทธาเลื่อมใส โดยฐานะ 3 ประการ คือ เป็นผู้ใคร่จะเห็นท่านผู้มีศีล ปรารถนาจะฟังพระสัทธรรม ปราศจากความตระหนี่

    ฐานะที่ใครๆ ไม่พึงได้ 5 ประการ คือ ขอสิ่งที่มีความแก่, ความเจ็บ, ความตาย, ความสิ้นไป, ความฉิบหายเป็นธรรมดา ว่าอย่าแก่…ฯ เป็นฐานะที่ใครๆ ไม่พึงได้

    ฐานะที่ควรพิจารณาเนืองๆ 5 ประการ คือ พิจารณาเนื่องๆว่า เรามีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากของรัก เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นไปได้ เรามีกรรมเป็นของตน เราทำกรรมใดไว้ ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • ทิฏฐิ 62 คือมิจฉาทิฏฐิที่เกิดจากความหลงผิดในขันธ์ 5 โดยมี "ผัสสะ" เป็นเหตุปัจจัย สามารถจัดกลุ่มตามลักษณะจิตได้ 6 รูปแบบ ดังนี้

    1. ผู้ที่ชอบคาดเดา คาดคะเน คิดไปเองโดยไม่ทดลอง เชื่อว่าโลกเที่ยง หรือกายไม่เที่ยงแต่จิตเที่ยง

    2. ผู้มีสมาธิและปัญญาโลกียะ รูปแบบการไปยึดถือคือว่าหลังตายมีสัญญา ไม่มีสัญญา หรือเชื่อว่าตายแล้วสูญ

    3. ผู้ที่มีสมาธิคือได้เฉพาะเจโตสมาธิ รูปแบบการไปยึดถือคือเห็นว่าโลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด ยึดติดในกามหรือฌานเป็นนิพพาน

    4. ผู้มุ่งเน้นกาม: จิตผูกพันอยู่กับกามทางโลก

    5. ผู้ที่มีความกลัวต่อภัย คือกลัวจะผิด กลัวว่าจะถูกซักถามทำให้ปฏิเสธไปหมด

    6. ผู้โง่เขลา ขาดความรู้ความเข้าใจจนปฏิเสธความจริงทุกอย่าง

    ทิฏฐิเหล่านี้เป็นกับดักที่ทำให้สัตว์โลกยังติดอยู่ในวัฏสงสาร การจะหลุดพ้นได้ต้องอาศัยการมองเห็นความ "ไม่เที่ยง" เพื่อถอนความยึดมั่นถือมั่นและเกิดปัญญาในการบรรลุธรรม

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • “ทุกข์เท่านั้นที่เกิด และทุกข์เท่านั้นที่ดับ นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ”

    ปฏิจจสมุปบาทสายดับ “นิรุชฌติ” คือ ธรรมในการอธิบายความเสื่อม และความสลาย เหตุเพราะความเสื่อมและความสลายนั้น ตนกระทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นกระทำให้เสื่อมสลายก็หาไม่ ทั้งตนกระทำเองทั้งผู้อื่นกระทำให้ก็ไม่ใช่ เกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้กระทำเอง ผู้อื่นไม่ได้กระทำให้ก็ไม่ใช่

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.